เกมที่เงียบในครึ่งแรกเปลี่ยนเป็นการแลกหมัดเต็มรูปแบบหลังพักครึ่ง ญี่ปุ่นตามหลังถึงสองครั้งแต่ยังรักษาความเชื่อมั่นและตีเสมอ 2-2 ได้ในช่วงท้ายเกม
สี่ประตูเกิดขึ้นทั้งหมดในครึ่งหลัง
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์คทำประตูให้เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำในนาทีที่ 51 ก่อนเคอิโตะ นากามูระตีเสมอ ญี่ปุ่นต้องตามหลังอีกครั้งจากลูกยิงโค้งของไครเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ แต่ยังไม่ยอมแพ้
นาทีที่ 88 ไดจิ คามาดะได้รับเครดิตเป็นผู้ทำประตูตีเสมอ หลังบอลจากจังหวะโหม่งของโคกิ โองาวะเปลี่ยนทางโดนศีรษะของเขาและผ่านบาร์ต แฟร์บรูกเกนเข้าสู่ประตู
การตอบสนองของญี่ปุ่นเมื่อไม่มีวาตารุ เอ็นโด
ญี่ปุ่นลงสนามโดยไม่มีวาตารุ เอ็นโดที่ถอนตัวเพราะอาการบาดเจ็บ แต่ทีมยังรักษาระยะห่างระหว่างไลน์และกล้าเพรสจากด้านข้าง เมื่อแย่งบอลได้ ผู้เล่นแนวรุกเคลื่อนที่เข้าพื้นที่ว่างอย่างรวดเร็วแทนการครองบอลนานเกินไป
ความสำคัญไม่ได้อยู่แค่ประตูท้ายเกม แต่คือการไม่เสียโครงสร้างหลังโดนนำ ญี่ปุ่นยังคงสร้างสถานการณ์สองต่อหนึ่งริมเส้นและส่งผู้เล่นเข้ากรอบเขตโทษหลายคน
จุดที่เนเธอร์แลนด์ต้องแก้
เนเธอร์แลนด์มีคุณภาพในการสร้างประตูจากลูกตั้งเตะและการยิงจากนอกกรอบ แต่หลังขึ้นนำทีมถอยต่ำและเปิดพื้นที่ด้านข้างมากขึ้น การป้องกันจังหวะสองในกรอบเขตโทษยังไม่เด็ดขาด ซึ่งนำไปสู่ประตูตีเสมอช่วงท้าย
เกมนี้จึงเป็นบทเรียนว่าการควบคุมบอลไม่ได้หมายถึงการควบคุมพื้นที่เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งสามารถเปลี่ยนจังหวะและเติมผู้เล่นเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายได้เร็ว
ผลต่อสถานการณ์กลุ่ม F
ทั้งสองทีมเริ่มต้นด้วยหนึ่งคะแนน ขณะที่สวีเดนเปิดสนามด้วยชัยชนะเหนือ ตูนิเซีย 5-1 ทำให้ผลต่างประตูได้เสียกลายเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาตั้งแต่นัดแรก
- ญี่ปุ่นแสดงวินัยและความยืดหยุ่นทางแท็กติกแม้ขาดกัปตันทีม
- เนเธอร์แลนด์สร้างประตูได้ แต่การป้องกันจังหวะสองยังมีปัญหา
- การตีเสมอท้ายเกมทำให้กลุ่ม F เปิดกว้างมากขึ้น